กรมบังคับคดีนำที่ดินในกลุ่มตระกูลดัง ทั้ง "ชินวัตร" ค่ากว่า100 ล้าน และ "เตชะไพบูลย์" อีกกว่า 400 ล้านประมูล ดีเดย์ 3 ส.ค.นี้ พร้อมเร่งระบายทรัพย์ 180,000 ล้าน และดันกฎหมายลดขั้นตอนจ่ายเงิน เร่งหามาตรการลดขั้นตอนการจ่ายเงินคืน
นายไกรสร บารมีอวยชัย รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานของกรมบังคับคดีซึ่งปัจจุบันมีสินทรัพย์รอการขายทอดตลาดรวมมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท จากรายงานสถิติการผลักดันทรัพย์สินคดีทางแพ่งประจำปีงบประมาณ 2549 ตั้งแต่เดือนตุลาคม2548-มีนาคม2549 มีคดีจำนวน 45,465 คดี คิดเป็นมูลค่า 86,424,671,780 บาท สถิติการผลักดันทรัพย์สินคดีล้มละลายประจำปีงบประมาณ 2549 ในรอบระยะเวลาเดียวกันมีจำนวนคดี 1,837 คดี มูลค่า 11,985,938,710 บาท รวมทั้งสิ้น 47,302 คดี มีมูลค่า 98,410,610,490 บาท
อย่างไรก็ดีทางกรมบังคับคดีจะดำเนินการติดตามเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการประมูลห้องชุดและติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายและได้มีการเสนอเรื่องเข้าสู่กระทรวงยุติธรรมแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า โดยสาระที่มีการพิจารณาคือเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางห้ามมิให้มีการนำมาบังคับกับผู้ซื้อใหม่ ทั้งนี้ปัญหานี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผู้ซื้อขาดความมั่นใจว่าหากมีการประมูลห้องชุดแล้วจะมีปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายหรือไม่ ซึ่งทางกรมบังคับคดีหากทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางจะมีการนำมาประกาศแนบท้ายไว้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ปกปิดข้อมูลเพราะเกรงว่าจะไม่สามารถขายทรัพย์ได้ และอีกกรณีหนึ่งคือต้องการที่จะทำให้ทรัพย์มีราคาถูกและประมูลเองเพื่อทำกำไร จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาเรื่องต่อไป
ส่วนนโยบายการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นทางกรมบังคับคดียังมีการนำกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการในการมอบหมายงานบังคับคดีให้ภาคเอกชน เข้ามาช่วยดำเนินการขายเพื่อให้มีความรวดเร็วมากขึ้นนั้นล่าสุดความคืบหน้าของกฎกระทรวงฉบับใหม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ โดยมีกรอบคือการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นพนักงานบังคับคดีจะต้องเป็นผู้ที่จบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ เป็นในนามบุคคลแต่ต้องมีสำนักงานของตนเองเพื่อใช้สำหรับการติดต่อประสานงาน ไม่ใช่ทนายความ ต้องผ่านการอบรมด้านวิชาการและการปฏิบัติอย่างน้อย2ปี และอาจจำเป็นต้องออกเป็นใบประกอบวิชาชีพ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนจะขึ้นกับดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมกันพิจารณา ซึ่งกฎกระทรวงฉบับนี้อาจจะใช้ระยะเวลาการพิจารณาอีกระยะหนึ่งแต่หากสามารถบังคับใช้ได้จะช่วยทำให้การขายทรัพย์ได้รวดเร็วขึ้น เพราะแต่ละปีมีทรัพย์สินที่เข้าสู่ระบบของกรมบังคับคดีจำนวนมากจากช่วงที่ผ่านมาเคยมีมูลค่าสูงถึงปีละ70,000 ล้านบาท
ด้านนายสิรวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าวต่อว่าปี 2549 ทางกรมมีนโยบายการขายทรัพย์สินประมาณ 180,000 ล้านบาท จากยอดขายปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 11,000-120,000 ล้านบาทมีค่าธรรมเนียมนำส่งแผ่นดินถึงเดือนเมษายนจากการขายทรัพย์ประมาณ 2,200 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าประมาณ 3,100 ล้านบาท ส่วนนโยบายการเร่งขายทรัพย์นี้ยังถือเป็นหน้าที่หลักของกรมแต่ปัญหาที่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นมิใช่จากการขายทรัพย์เพราะผู้ซื้อเริ่มให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เป็นเรื่องของการเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมคืนจากทางกรมที่มีความล่าช้าเนื่องจากเมื่อมีการขายทรัพย์จำนวนมากการยื่นขอเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมคืนก็มีจำนวนมากเช่นกัน ขณะที่บุคลากรของกรมมีไม่เพียงพอ ซึ่งเตรียมการแก้ปัญหาด้วยการหาแนวทางการลดขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินคืนลงมา คาดว่าจะสามารถลดปัญหาได้เร็วๆนี้
ส่วนนโยบายที่จะดำเนินการขายทรัพย์นั้นได้เริ่มโครงการสื่อมวลชนสัญจรทำเลทอง 4 ภาค คือจ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี จ.อุบลราธานีและภูเก็ต โดยเป็นการแนะนำที่ดินแปลงที่น่าสนใจให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคทราบเพื่อที่จะได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนมากและจะส่งผลไปถึงราคาประมูลด้วยเช่นกัน
ด้านนายชัยวิทย์ อรรถานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงทรัพย์สินที่จะนำออกประมูลนี้จากสถิติการบังคับคดีแพ่ง ของสำนักงานบังคับคดี จ.เชียงใหม่ ประจำเดือน มกราคม-พฤษภาคม2549 มมีจำนวนคดีค้างจากเดือนก่อน จำนวนรวม 10,992 คดี มีมูลค่าตามราคาประเมิน 2,208,269,019 บาท มีสำนวนเกิดใหม่จำนวน 1,563 คดี มีมูลค่าราคาประเมิน 2,511,895,568 บาท และประกาศขายทอดตลาด จำนวน 12,279 คดี มีมูลค่าราคาประเมิน 29,056,397,877 บาท มีการถอนการยึดหรือถอนการบังคับคดี 665 คดี ราคาประเมิน 1,515,338,160 บาท ขายได้ 2,996 คดี ราคาประเมิน 3,796,533,469 บาท ราคาที่ขายได้ 2,675,896,075 บาท รวมคดีค้างดำเนินการทั้งสิ้น 8,894 คดี ราคาประเมิน – 591,707,042 (ราคาประเมินที่ลดลง)
อย่างไรก็ดีในวันที่ 3 สิงหาคมนี้จะมีการนำทรัพย์สินของโรงงแรมเชียงใหม่ออคิด ตั้งอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ติดโครงการกาดสวนแก้วมีพื้นที่กว่า 5ไร่เป็นโรงแรมระดับ5 ดาวของกลุ่มเตชะไพบูลย์ มีมูค่าประเมินราคาที่ 428 ล้านบาท จากมูลหนี้รวมประมาณกว่า1,000 ล้านบาท จะเริ่มต้นการประมูลที่ 80% ของราคาประเมิน โดยทรัพย์สินแปลงนี้เป็นทรัพย์สินของบริษัทเงินทุน 2แห่งและอยู่ระหว่างการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แต่มีผู้สนใจจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีที่ดินที่อยู่ในภาในโครงการสนามกอล์ฟกรีนวัลเล่ย์ มีซึ่งเป็นของนายชนัฎ เรืองกฤตยา ที่ดินโรงแรมเชียงใหม่พาเลซ พื้นที่ 15ไร่ มีมูลค่าประเมินกว่า 232 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งส่วนของจ.เชียงใหม่คาดว่าจะมสามารถทำยอดขายได้ประมษณ 8,000 ล้านบาทจากยอดรวมของการขายทรัพย์ของสำนักงานภาค5 ในกลุ่มภาคเหนือนี้ โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 12,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังเปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ 100 ไร่ บริเวณอำเภอสันกำแพง ซึ่งเดิมเป็นที่ดินของเครือญาติในตระกูลชินวัตร โดยเป็นการเปิดประมูลรอบที่ 2 หลังจากที่ในครั้งแรกนักลงทุนในจังหวัดเชียงใหม่ประมูลได้ในราคา 110 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประมูลที่ 80% แต่ต่ำกว่าราคาประเมินในเบื้องต้นที่ 126 ล้านบาท ซึ่งปรากฎว่าผู้ที่ประมูลได้ไม่นำเงินประกันมาวางเพิ่ม ทำให้ทางสำนักงานบังคับคดี ต้องนำทรัพย์ดังกล่าวมาประมูลครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ โดยจะเริ่มราคาประมูลที่ 50% ของราคาประเมิน
ทั้งนี้เดิมที่ดินดังกล่าวติดอยู่ในบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่ง ซึ่งลูกหนี้ก็เป็นเครือญาติในตระกูลชินวัตร ซึ่งเจ้าหนี้ที่ซื้อหนี้มาบริหารก็อยู่ในตระกูลชินวัตร แต่อาจจะตกลงในเรื่องของหนี้ไม่ได้ จึงให้ทางกรมเข้ามาดำเนินการ โดยคาดว่าในการประมูลครั้งที่ 2 จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน รวมถึงคนในตระกูลชินวัตร เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเหมาะที่จะพัฒนาโครงการจัดสรร อย่างไรก็ตาม ในการประมูลรอบที่ 2 หากราคาขายทรัพย์ดังกล่าวได้เงินสุทธิต่ำกว่าที่ผู้ซื้อให้ราคาไว้ในครั้งก่อน ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบชำระเงินในส่วนที่ขาดอยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2125 25 มิ.ย. - 28 มิ.ย. 2549
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น